catb's profile____=^๐^=catbebebenz____PhotosBlogLists Tools Help
Photo 1 of 16
More albums (1)

catb

Location

____=^๐^=catbebebenz____

๐๐00=welcome to my space=00๐๐
20 September

Catty Jang

เย้ หลังจากไม่ได้ Up blog มาเป็นเวลานาน ก้มีคนมาช่วยอัพให้แล้ว อิอิ
ไม่ได้อัพบล๊อก ก้ไม่มีคอมเม้นใหม่ๆ เข้ามาเลย เหงาเหมือนกันนะเนี่ยะ ไม่มีอารัยให้อ่าน
((ไม่น่าขี้เกียจเลยเรา แฮ่ะๆ))
 
แต่ต่อไปนี้ จะให้คนมาอัพให้เรื่อยๆแระกานนะ เข้ามา ดูกันมั่งน่อ แคทจะได้ไม่เหงา
 
ออ ว่าจะเปลี่ยนธีมด้วยหล่ะ ธีมนี้ดูป้าๆ ยังงัยไม่รุ ครัยมีไอเดียป่าว แนะนำมั่งนะ
 
 
05 September

..

ไม่ว่าจะสิ่งใด เนิ่นนานไปก็แปรเปลี่ยน สักวัน
เคยวิ่งตามความฝัน แต่บางครั้งก็ต้องหยุด แค่นั้น
เมื่อก่อนเคยรัก เคยผูกพัน
แต่มาวันนี้ มันเป็นเพียง คนเคยได้รู้จักกัน

วันนี้มีสุขใจ แต่ต่อไปสักวันคง วุ่นวาย
ถ้าความทุกข์ทนจางหาย อาจจะมองเห็นความสุข อีกครั้ง
จึงทำให้ฉัน ได้เข้าใจ
ทุกสิ่งเปลี่ยนผันสักเท่าไร ฉันจะก้าวเดินต่อไป

อย่าลืมเรื่องราว ที่ผ่าน ที่เคยได้เจ็บช้ำ
ยังมีเรื่องราว ที่ดี ที่เคยได้จดจำ
เก็บคืนและวัน ที่ผ่าน ที่เคยได้ปวดร้าว
ยังมีเรื่องราว ที่ดี ที่รอให้จดจำ

วันที่ทำผิดไป อาจเจอใครที่เข้าใจ สักคน
ในความมืดมนสับสน อาจเจอคนที่จริงใจ ไม่ยากนัก
จึงทำให้ฉัน ได้มั่นใจ
ทุกสิ่งเปลี่ยนผันสักเท่าไร ฉันจะก้าวเดินต่อไป

อย่าลืมเรื่องราว ที่ผ่าน ที่เคยได้เจ็บช้ำ
ยังมีเรื่องราว ที่ดี ที่เคยได้จดจำ
เก็บคืนและวัน ที่ผ่าน ที่เคยได้ปวดร้าว
ยังมีเรื่องราว ที่ดี ที่รอให้จดจำ

ใน ความมืดมิดยังมี ดวงดาว
และแดดยามเช้าพาให้เรา ก้าวไป

อย่าลืมเรื่องราว ที่ผ่าน ที่เคยได้เจ็บช้ำ
ยังมีเรื่องราว ที่ดี ที่เคยได้จดจำ
เก็บคืนและวัน ที่ผ่าน ที่เคยได้ปวดร้าว
ยังมีเรื่องราว ที่ดี ที่รอให้จดจำ

15 July

Lover's Concerto

How gentle is the rain
That falls softly on the meadow
Birds high up in the trees
Serenade the clouds with their melody
Oh! See there beyond the hills
The bright colors of the rainbow
Some magic from above
Made this day for us
Just to fall in love

You hold me in your arms
And say once again you love me
And if your love is true
Everything will be just as wonderful

Now, I belong to you
From this day until forever
Just love me tenderly
And I'll give to you
Every part of me
Oh! Don't ever make me cry
Through long lonely nights without love
Be always true to me
Keep this day in your heart eternally

You hold me in your arms
And say once again you love me
And if your love is true
Everything will be just as wonderful

12 July

อ่านแล้วซึ้งมากๆเลย

 

ตำนานความรักที่ทรงพลังของ "นนทิยา พุทธาโภคาทรัพย์" กับ
>> >>"ดีเจโจ้-อัครพล
>> >>ธนะวิทวิลาส"
>> >>ใกล้ดำเนินมาถึงบทที่ทั้งคู่เริ่มต้นชิตครอบครัวอย่างมีความสุข
>> >>แต่เพียงไม่กี่เดือน รอยยิ้มถูกแทนที่ด้วยคราบน้ำตา
>> >>งานมงคลกลายเป็นงานศพ
>> >>ความฝันของผู้หญิงคนหนึ่งพังทลายลงชั่วพริบตา
>> >>
>> >>"แม้เวลาจะผ่านมา 9 ปีแล้วก้อตาม
>> >>แต่จุ๊บยังจำวันแรกที่เจอกับพี่โจ้ได้ไม่ลืม
>> >>เราเจอกันในงานคอนเสิร์ตของนาวิน–ต้าร์ เขาหันมามองจุ๊บ
>> >>ยังจำดวงตาคู่นั้นได้เลยว่าสวยมาก เพื่อนแอบให้เบอร์จุ๊บกับพี่โจ้
>> >>ซึ่งสมัยนั้นเป็นเพจเจอร์
>>เขาส่งข้อความมาหลายครั้ง
>> >>กระทั่งจุ๊บยอมไปทานข้าวด้วย""แล้วจุ๊บก้อหลงรักเขาโดยไม่มีเงื่อนไขว่า
>> >>แฟนฉันต้องหล่อหรือรวย เพราะจุ๊บรักทุกอย่างที่เป็นพี่โจ้ รักเสียง
>> >>รักรอยยิ้ม รักดวงตาคู่นั้น เขาเรียกจุ๊บว่าหนู
>> >>จุ๊บก้อเรียกเขาว่าที่รัก
>> >>แม้ตอนแรก คุณพ่อคุณแม่จะไม่ชอบ
>> >>แต่ความจริงใจที่เขามีให้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
>> >>ประกอบกับเป็นคนมีจิตใจดี
>> >>พี่โจ้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวจุ๊บโดยปริยาย"
>> >>"เราตกลงกันว่าจะเก็บเงินซื้อบ้านเป็นเรือนหอ
>> >>ช่วงนั้นอะไรประหยัดได้ก้อช่วยกันประหยัด
>> >>เวลาพี่โจ้มารับที่บ้านคุณแม่ทำข้าวใส่กล่องเตรียมไว้ให้
>> >>ระหว่างทางจุ๊บจะป้อนข้าวพี่โจ้
>> >>หรือเสื้อผ้าพี่โจ้ก้อจะเอามาซักที่บ้านจุ๊บ
>> >>จะได้ประหยัดค่าซักรีด
>>กินข้าวนอกบ้านเรียกว่านับครั้งได้
>> >>เพราะแค่ซื้อน้ำส้มสักแก้วยังคิดแล้วคิดอีก
>> >>กระทั่งพี่โจ้เริ่มมีชื่อเสียงและเข้าหุ้นกับพี่เอก-กฤษณา วารินทร์
>> >>เปิดบริษัท มหัศจรรย์งานโชว์ แม้รายรับมากขึ้น
>> >>แต่ก้อมีปัญหาจุกจิกให้แก้ไขตลอดเวลา แต่เราจับมือสู้ไปด้วยกัน
>> >>เขามักบอกให้จุ๊บชื่นใจเสมอว่า
>> >>หนูเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พี่มีวันนี้"
>> >>"ในที่สุดความฝันก้อเป็นจริง
>> >>เราซื้อบ้านด้วยเงินสดที่พยายามอดออมกันมา
>> >>ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขกับการเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน
>> >>ตกแต่งบ้านด้วยกัน วาดโครงการว่าปลายปี 49 แต่งานแล้วจะมีลูกทันที
>> >>ตั้งชื่อไว้เสร็จสรรพ
>>ซึ่งจุ๊บหวังว่าจะเป็นเจ้าสาวของพี่โจ้ตลอดเวลา
>> >>รอคอยวันนั้นอย่างตื่นเต้น ซื้อหนังสือแต่งงานทุกฉบับ
>> >>เราสองคนช่วยกันเลือกชุดเจ้าสาวเจ้าบ่าว เลือกแหวน เลือกสถานที่
>> >>เตรียมงานมาเป็นระยะ"
>> >>"จนเมื่อปลายปีที่แล้วเราตั้งใจไว้ว่า
>>ทำงานเหนื่อยมาทั้งปี
>> >>ไปเที่ยวฮ่องกงกันดีกว่า แต่พี่โจ้มีอาการท้องเสียไม่หยุด
>> >>ร่างกายอ่อนเพลียมาก จุ๊บพาพี่โจ้ไปหาหมอ หมอคลำที่ท้อง
>> >>ปรากฏว่าตับโต
>> >>พออัตราซาวนด์
>> >>พบก้อนเนื้อที่ตับประมาณ 10 เซนติเมตร
>> >>ถ้าเทียบกับเนื้อที่ตับที่มีอยู่ 16
>> >>เซนติเมตร ถือว่าค่อนข้างใหญ่
>> >>หมอบอกว่าเป้นมะเร้งอยู่ในระยะที่ไม่มากไปไม่น้อยไป
>> >>สันนิษฐานว่าเป็นมาเกือบปี แต่ไม่ถึงกับต้องให้คีโม
>> >>ซึ่งพี่โจ้ไม่อยากรักษาด้วยคีโมบำบัดอยู่แล้ว
>> >>ความที่เขาเป็นโรคตับอักเสบอยู่ก่อนแล้ว
>> >>หมอจึงไม่กล้าเสี่ยงตัดตับให้ทันที
>> >>กลัวอาการจะทรุดหนักกว่าเดิม
>> >>ต้องสกัดตัวมะเร็งให้ฝ่อลงก่อนจึงค่อยตัดชิ้นเนื้อที่เสียออก"
>> >>"เราทั้งสองคนยืนรับฟังประโยคนั้นด้วยกัน ใจพี่โจ้สุดยอดมาก
>> >>ถามหมอเลยว่าผมจะอยู่ได้อีกกี่เดือน ถ้าอยู่ได้ไม่นาน
>> >>ผมจะใช้ชีวิตอยู่กับแฟนให้เต็มที่
>>หมอบอกว่า "สู้ได้ครับคุณโจ้"
>> >>ขณะที่จุ๊บร้องไห้ รับไม่ได้ พี่โจ้กอดจุ๊บ บอกว่าห่วงหนู
>> >>จุ๊บบอกว่าไม่ต้องห่วง "เราจะอยู่ด้วยกันจนวันตาย ถ้าที่รักตาย
>> >>หนูจะตายตามไปด้วย เราจะจับมือเดินไปด้วยกัน" พี่โจ้ร้องไห้ บอกว่า
>> >>"ชีวิตจริงทำอย่างนั้นไม่ได้ อยู่เพื่อสานฝันให้พี่
>> >>ถ้าหนูบอกว่าพี่ไม่เป็นอะไร พี่ก้อจะไม่เป็นอะไร"
>> >>"พี่โจ้อยู่โรงพยาบาล 3
>> >>วันจากบ้านที่เตรียมไว้เป็นเรือนหอก้อใช้เป็นที่พักฟื้นของพี่โจ้
>> >>ตอนนั้นจุ๊บย้ายมาอยู่ด้วย ไม่แคร์แล้วว่าต้องแต่งก่อนไหม
>> >>คุณพ่อคุณแม่พี่โจ้มาจากเชียงใหม่อยู่ดูแลด้วย
>> >>เอฟเฟ็คท์จากฤทธิ์ยาทำให้พี่โจ้ผอมลง เหนื่อยง่าย ผมร่วงเล็กน้อย
>> >>แม้อากู๋-ไพบูลย์ พี่ฉอด-สายทิพย์ และพี่ไก่-สมพล
>> >>จะให้หยุดรักษาตัวก่อน
>> >>แต่ความที่เขาทำงานมาตลอดก้อแอบไปอัดสปอตสั้นๆบ้าง
>>อัดเกมวัดดวงบ้าง
>> >>ยังขำๆฮาๆได้
>>ทุกคนจึงเชื่อว่าเขาต้องหาย"
>> >>"ระหว่างนั้นพี่โจ้ไปตรวจเช็คอาการและทานยาตามปกติ
>> >>เขาบอกว่าอย่างไรมะเร็งก้อไม่เล็กลงหรอก
>> >>ขณะที่จุ๊บยังหวังว่าพี่โจ้ต้องหายอยู่ทุกเวลา ทุกนาที
>> >>หมอทางเลือกที่ไหนดี
>> >>จุ๊บพาไปรักษาทุกที่
>> >>ขณะเดียวกันเราก้อใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
>> >>พระที่ไหนศักดิ์สิทธิ์ จุ๊บตามไปไหว้อีก ตระเวนทำบุญ 9
>>วัดเกือบทุกวัน
>> >>ปล่อยปลาเยอะมาก แต่ความที่พี่โจ้เป็นมาก พอเข้าเดือนที่สอง
>> >>อาการเริ่มทรุดลง
>> >>แน่นท้องทานข้าวได้น้อยลง เพราะตับทำงานแย่ลง
>> >>มีภาวะน้ำท่วมปอดและหัวใจร่วมด้วย ต้องไปให้หมอเจาะเอาน้ำออก
>> >>เขาเริ่มเดินไม่ถนัด
>> >>จากที่เคยไปทำบุญด้วยกันก้อเริ่มอยู่บ้านดูทีวี
>> >>จุ๊บไม่อยากให้เขาดูทีวีมาก
>> >>เพราะถ้าสมองรับคลื่นกระแสไฟฟ้ามากๆ จะไม่ดีกับคนเป็นมะเร็ง
>> >>เขาก้ออ่านหนังสือ "เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน"
>>บอกอ่านแล้วจะได้ปลง"
>> >>"จุ๊บไหว้พระทุกวัน ขอให้สิ่งศักดิ์คุ้มครอง
>> >>ถ้าหากถึงวันที่ที่ต้องแลกชีวิตกันจริงๆ ก้อขอให้เอาจุ๊บไปแทน
>> >>เพราะถ้าพี่โจ้อยู่ยังทำอะไรให้กับคนรอบข้างอีกเยอะ จุ๊บยอมเสียสละ
>> >>แขน ขา
>> >>หัวใจ ตับ หรืออะไรก้อได้ ขออย่างเดียวให้ได้มองหน้าพี่โจ้
>> >>ได้กอดเขาไปนานๆ
>> >>พยายามม่ร้องไห้ให้พี่โจ้เห็น แต่...บางครั้งก้อห้ามใจตัวเองไม่ได้
>> >>เขามักบอกว่า...ร้องไห้อีกแล้ว เดี๋ยวก้อร้องด้วยเลย
>> >>จุ๊บบอกว่าร้องเพราะ...ความปลื้มปิติว่าที่รักจะหายแล้ว....ดีใจว่าสิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้"
>> >>"ไม่มีปาฏิหาริย์.....ไม่มีความมหัศจรรย์....ล่วงเข้าเดือนที่สาม
>> >>พี่โจ้เริ่มทานข้าวไม่ได้ ตัวซีด เหนื่อยหอบ จุ๊บพาไปหาหมอ
>> >>คิดว่าให้เลือด
>> >>น้ำเกลือแล้วก้อกลับบ้าน แต่....หมอส่งตัวพี่โจ้เข้าห้องไอซียู
>> >>สวนท่อเพื่อฟอกเลือด เอาของเสียออก
>>สามวันแรกพี่โจ้ยังร่าเริง
>> >>พยาบาลบอกว่าพี่โจ้สุภาพมาก ไม่เอะอะ โวยวายหรืออาละวาดดึงสายออก
>> >>จากวันนั้นด้วยฤทธิ์ยา พี่โจ้มีอาการ สะลึมสะลือ พูดได้เป็นคำๆ
>> >>จนกระทั่ง..ไม่รู้สึกตัวเลย
>>จุ๊บขออนุญาตหมอเข้าไปนอนเฝ้าในห้องไอซียู
>> >>จับมือเขาไว้ตลอดเวลา...กอด..หอม....สวดมนต์ให้ฟัง
>> >>เพราะอย่างไรก้อมีความหวังว่าพี่โจ้ต้องหาย...ตกค่ำความดันพี่โจ้ค่อยๆตกจาก
>> >>100 มาอยู่ที่ 68 ขณะที่ระดับของออกซิเจนในเลือดอยู่ที่ 68
>> >>ซึ่งถือว่าโคม่าแล้ว แต่หัวใจเขายังเต้นอยู่"
>> >>"ขณะนั้น พวกญาติๆ เริ่มลูบหัวพี่โจ้สั่งลากัน
>> >>จุ๊บทนเห็นภาพนั้นไม่ได้..
>> >>"อย่าพูดแบบนั้น...อย่าพรากคนรักไปจากจุ๊บ..." จุ๊บกอดพี่โจ้แน่น
>> >>กราฟหัวใจของพี่โจ้กลับเต้นขึ้นมาใหม่ถึง 300
>>แต่หลังจากนั้นแป๊ปเดียว
>> >>กราฟหัวใจก้อตกไปที่ศูนย์....จุ๊บกรี๊ดเหมือนคนบ้า...ไม่ยอมกลับบ้าน...ร้องไห้จะตามไปนอนกับพี่โจ้ในห้องเย็น
>> >>พี่สาวบอกว่ากลับบ้านเถอะ เรียกโจ้กลับบ้านด้วย
>> >>แม้ตัวไม่อยู่แต่วิญญาณเขายังอยู่
>> >>ก่อนเข้าบ้านจุดธูปบอกเจ้าที่เจ้าทาง
>> >>ขอให้พี่โจ้เข้าบ้านด้วย"
>> >>"วันรดน้ำศพ จุ๊บร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด
>> >>ผู้ใหญ่เข้าใจถึงความรักเรา
>> >>แนะนำว่าให้เอาขี้เถ้าทำตำหนิไว้ เผื่อเจอหน้ากันจะได้จำหน้าได้
>> >>จุ๊บทำตามแล้วสวมแหวนให้ จับมือพี่โจ้ขึ้นพนมร่วมกัน บอกว่า
>> >>"สัญญาน่ะว่าชาติหน้าเกิดมาจะรักกันอีก และอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า
>> >>อย่าให้โรคภัยไข้เจ็บมาพรากเราจากกันอีก" วันเผาศพ
>>จุ๊บร้องไห้จนตาช้ำ
>> >>วินาทีที่ไปส่งพี่โจ้ไม่รู้จะมีคำพูดอะไรบรรยายความรู้สึกได้มากกว่าคำว่า
>> >>"สาหัสทรมาน" พี่ฉอดกอดจุ๊บบอก "พี่เขาไปดีแล้ว"
>>
>> >>จุ๊บตะโกนไปอย่าไม่รู้ตัวว่า
>> >>"อย่าให้เขาเอาพี่โจ้ของเราไป" แล้วก้อเป็นลม ถึงเวลาเก็บกระดูก
>> >>สียงพระสวดบังสุกุลตายแล้วต่อด้วยบังสุกุลเป็นดังอยู่ข้างๆ
>> >>จิตใจดีขึ้น
>> >>ไม่ร้องไห้ รู้สึกว่าพี่โจ้ตายไปเดี๋ยวก้อมาเกิดใหม่"
>> >>"ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้
>> >>ความทรงจำทุกอย่างที่มีกับพี่โจ้กำลังฆ่าจุ๊บ....เพราะทุกอย่างที่เคยมีพี่โจ้ทั้งนั้น
>> >>ออกจากบ้านไปได้แค่หน้าปากซอย
>> >>ยิ่งเห็นพี่สาวกับพี่เขยไปเที่ยวกันแล้วยิ่งสะเทือนใจ
>> >>เพราะเมื่อก่อนพี่โจ้พาจุ๊บไปกินข้าว เสาร์อาทิตย์ไปเดินจตุจักร
>> >>ทุกวันจุ๊บทำกับข้าวรอพี่โจ้กลับจากที่ทำงาน ทานข้าวเสร็จไปดูหนัง
>> >>แต่ตอนนี้เหมือนรออะไรอยู่ไม่รู้ ไม่มีจุดหมาย"
>> >>"ทุกคืนจุ๊บต้องกินยานอนหลับอย่างแรง แต่ทุกๆตีสามต้องตื่น
>> >>มีความรู้สึกเหมือนถูกสัมผัสเบาๆที่ปลายเท้า
>>
>> >>เชื่อว่าต้องเป็นพี่โจ้แน่ๆ
>> >>เพราะเขาชอบตื่นมาดูบอลแล้วก้อหอมแก้มบอกรักน่ะ
>> >>ตั้งแต่นั้นความทุกข์จึงกลายเป็นความสุข...กับการตื่นตีสามและรอคอยตอนเช้า
>> >>เพื่อจะได้ใส่บาตรให้พี่โจ้
>> >>สิ่งเหล่านี้ช่วยเยียวยาจิตใจให้รู้ว่าพี่โจ้ยังอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา
>> >>ทุกวินาทีที่จุ๊บทำอะไรจะเรียกพพี่โจ้ตลอด
>> >>มีบอลก้อเอาอัฐิมาตั้งดูทีวีด้วยกัน
>>บางทีก้อคิดว่าทำไมต้องทำแบบนี้
>> >>นั่งคุยกับรูป..กับอัฐิ...
>> >>แต่นี้คือความจริงที่ต้องเผชิญ แม้ขณะนี้ญาติๆ จะมาอยู่เป็นเพื่อน
>> >>แต่สักวันทุกคนต้องแยกย้ายกับไปดำเนินชีวิตตามปกติ
>> >>เหลือจุ๊บที่ต้องอยู่บ้านนี้เพียงคนเดียว
>> >>เพราะฉะนั้นต้องพยายามทำตัวให้ชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้
>> >>แต่จะไม่พยายามทำใจเด็ดขาดว่าพี่โจ้ไม่อยู่แล้ว"
>> >>"ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่โจ้ไม่คิดว่าตัวเองจะไปเร็วขนาดนี้
>> >>จนไม่ทันได้เตรียมอะไรไว้ให้ มีแต่บ้านหลังนี้กับคอนโด
>>และรถ
>> >>ระหว่างเราจะเป็นความฝันที่ร่วมสร้างด้วยกันเสียส่วนมาก
>> >>ซึ่งจุ๊บต้องสานต่อ
>> >>พี่โจ้รักพ่อแม่มาก ตั้งใจว่าจะรับหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่พี่โจ้แทน
>> >>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท มหัศจรรย์งานโชว์
>> >>แม้จุ๊บจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ตอนที่พี่โจ้อยู่....แต่ต้องทำต่อไป..."
>> >>
>> >>"ไม่อยากให้พี่โจ้เป็นแค่ความทรงจำแล้วสักวันก้อจางหาย....

อยากให้พี่โจ้เป็นความรู้สึกดีๆที่อยู่ใกล้ๆทุกๆคน...ตลอดไป......" ...

...

...

 

 

วันนี้มาอัพ

 
 
 
 
 
หลังจากห่างเหินมานาน สเปสที่เคยเป็นที่เก็บของจะเริ่มมีเนื้อหาสาระกะเค้าบ้างแย้วนะ
 
ไปอ่านเรื่องพี่น้องมาแอบซึ้ง
 
> ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
>> > แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
>> > ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3ปี
>> > วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
>> > ของฉันมีกัน
>> >
>> > จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
>> >
>> > พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
>> > โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
>> > "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
>>
>
>> > ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
>> > พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
>> > "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ
>> > ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
>> >
>> > พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
>> >
>> > ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้
>> > แล้วพูดว่า
>> > "ผมขโมยเองครับ"
>> >
>> > ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
>> > พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
>> > จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
>> > พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน
>> > "ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
>> > แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
>> >
>> > คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
>> >
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
>> > แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
>> >
>> > กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
>> >
>> > น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
>> > "พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
>> >
>> > ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
>> > ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
>> >
>> > หลายปีผ่านไป
>> > แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
>> >
>> > ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
>> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...
>> >
>> > เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
>> > เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
>> > ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
>> >
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
>> >
>> > คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
>> >
>> > ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี
>> > เรียนดีมากนะ"
>> >
>> > แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
>> > "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร
>> > ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
>> >
>> > ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
>> > "ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
>> >
>> > พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
>> > "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
>> > ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
>> > พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
>> >
>> > คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
>> >
ทั่วทั้งหมู่บ้าน
>> > เพื่อขอยืมเงิน
>> >
>> > ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
>> > "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
>> > ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
>> >
>> > แต่ในขณะเดียวกัน
>> > ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
>> > ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด
>> >
>>น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น 
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
 ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน 
ขณะฉันกำลังหลับ 
"พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... 
ผมจะไปหางานทำ 
 แล้วจะส่งเงินมาให้พี่" 
ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า
...
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป 
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที 
่ 
ไซท์ก่อสร้าง ...
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
>> >
>> > วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
>> > เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ
>> > อยู่ข้างนอกแน่ะ"
>> >
>> > ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
>> > ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
>> > ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
>> > ...
>> > ฉันถามเขาว่า
>> >
"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
>> >
>> > น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ
>> > สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
>> > ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ
>> > ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
>> >
>> > ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
>> > และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
>> > "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
>> > เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
>> >
>> > จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
>> > เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
>> > แล้วพูดว่า
>> > "ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
>> >
>> > ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
>> > ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
>> > ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
20ปี ส่วนฉันอายุ 23ปี .
>> >
>> > วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
>> > ฉันสังเกตเห็นว่า
>> > หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
>> >
>> > เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
>> >
>> > หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
>> > "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
>> > เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
>> >
>> > แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก
>> > น้องชายลูกต่างหาก
>> > วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
>> > ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
>> > น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
>> >
>> > ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
>> >
>> >

>>ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ 
 
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"
ฉันถาม 
 
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ 
มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด 
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ 
และ..." 
 
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด 
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา 
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง 
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23ปี ส่วนฉันอายุ 26ปี... 
 
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง 

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน 
... 
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ 
 
ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง 
แต่เมื่อออกไปแล้ว 
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี 
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม 
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป 
... 
เขาบอกกับฉันว่า  "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ 
ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง" 
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว 
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท 
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ 
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา 
 
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล 
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล  
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล 
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา 
... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า 
 
"ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! 
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ 
ดูตัวเองซิ 
เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง" 
 
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด 
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา 
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน 
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ 
ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ 
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด" 
 
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย . 
 ฉันบอกกับน้องว่า 

"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..." 
 
"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" 
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ 
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26ปี ส่วนฉันอายุ 29ปี... 
 
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30ปี 
เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน 
 
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า 
"ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้" 
 
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" . 
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ 
 
"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง 
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม. เพื่อเดินไปเรียน 
และเดินกลับบ้าน 
วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง 
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง 
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
 เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น
 
ผมสาบานกับตัวเอง 
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี 
และจะทำดีกับเธอ" 

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว 
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน 
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้ 
คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ" 
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ 
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง... 
 
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา 
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ  น้อยๆ 
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
 ..ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ 
พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
ปล แต้งเหมี่ยวนะจ้ะ